การทำบัญชีสำหรับ SME ให้ถูกต้องและพร้อมสรรพ
สำหรับผู้ประกอบการ SME (Small and Medium Enterprise) ในประเทศไทย การทำบัญชีที่ถูกต้องและเป็นระบบไม่เพียงแต่เป็นข้อบังคับทางกฎหมายเท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของการบริหารธุรกิจที่ยั่งยืน ข้อมูลทางบัญชีที่ถูกต้องจะช่วยให้คุณมองเห็นสุขภาพทางการเงินของธุรกิจได้ชัดเจน และสามารถตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างมีข้อมูลรองรับ
ข้อกำหนดทางกฎหมายด้านการทำบัญชีสำหรับนิติบุคคล
บริษัทจำกัดและห้างหุ้นส่วนจำกัดมีหน้าที่ตามพระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ. 2543 ซึ่งกำหนดให้ต้องจัดทำบัญชีตั้งแต่วันที่จดทะเบียนจัดตั้ง จัดทำงบการเงินปิดบัญชีทุกปี นำส่งงบการเงินต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 5 เดือนหลังจากวันสิ้นรอบบัญชี จัดเก็บเอกสารทางบัญชีไว้ไม่น้อยกว่า 5 ปี และมีผู้ทำบัญชีที่ได้รับการขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
เอกสารที่จำเป็นในการทำบัญชี
เอกสารทางบัญชีที่ผู้ประกอบการต้องรวบรวมและจัดเก็บอย่างเป็นระบบ ได้แก่ - ใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินจากการซื้อสินค้าและบริการ - ใบกำกับภาษีและใบเสร็จรับเงินที่ออกให้ลูกค้า - ใบสำคัญจ่ายและเอกสารการโอนเงิน - Statement บัญชีธนาคาร - เอกสารสัญญาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ - เอกสารการนำเข้าและส่งออกสินค้า (กรณีมีการค้าระหว่างประเทศ) - หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ)
งบการเงินที่สำคัญสำหรับ SME
งบการเงินที่จำเป็นต้องจัดทำสำหรับ SME ประกอบด้วย 3 งบหลัก คือ งบแสดงฐานะการเงิน (Balance Sheet) แสดงสินทรัพย์ หนี้สิน และส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันสิ้นงวดบัญชี งบกำไรขาดทุน (Income Statement) แสดงรายได้ ค่าใช้จ่าย และผลกำไรหรือขาดทุนในรอบระยะเวลาบัญชี งบกระแสเงินสด (Cash Flow Statement) แสดงการเคลื่อนไหวของเงินสดจากกิจกรรมดำเนินงาน ลงทุน และจัดหาเงิน
ระบบบัญชีที่เหมาะสมสำหรับ SME
ปัจจุบันมีซอฟต์แวร์บัญชีหลายตัวที่เหมาะสำหรับ SME ไทย ทั้งแบบที่ติดตั้งในเครื่องและแบบ Cloud ที่น่าสนใจ ได้แก่ Express Account, FlowAccount, Peak Account และ Quickbooks การเลือกใช้ซอฟต์แวร์บัญชีที่เหมาะสมจะช่วยให้การทำบัญชีเป็นเรื่องง่ายและลดความผิดพลาดได้มาก ควรเลือกซอฟต์แวร์ที่รองรับมาตรฐานบัญชีของไทยและสามารถเชื่อมต่อกับระบบของกรมสรรพากรได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการทำบัญชีของ SME
จากประสบการณ์ของ TaxFixThai พบว่าข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดในการทำบัญชีของ SME ได้แก่ การปะปนรายจ่ายส่วนตัวกับรายจ่ายธุรกิจ การจัดเก็บเอกสารไม่ครบถ้วน การบันทึกรายการย้อนหลังโดยไม่มีเอกสารรองรับ และการไม่ปรับปรุงรายการค้างรับค้างจ่ายให้ถูกต้อง ทั้งหมดนี้สามารถส่งผลต่อความถูกต้องของงบการเงินและการคำนวณภาษีได้อย่างมีนัยสำคัญ