(Personal Tax)

Freelancer และภาษี: ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้

อัปเดตล่าสุดเมื่อ 20 Apr 2026

Freelancer และภาษี: ทุกสิ่งที่คุณต้องรู้

ในยุคเศรษฐกิจกิ๊กที่เติบโตอย่างรวดเร็ว มีคนไทยจำนวนมากหันมาประกอบอาชีพอิสระ (Freelancer) มากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นนักออกแบบกราฟิก โปรแกรมเมอร์ นักเขียน ช่างภาพ หรือที่ปรึกษาด้านต่างๆ แต่คำถามที่มักพบบ่อยคือ Freelancer ต้องยื่นภาษีอย่างไร? และมีสิทธิอะไรบ้าง? บทความนี้จะตอบทุกคำถามของคุณ

Freelancer จัดอยู่ในประเภทเงินได้ใด?

รายได้ของ Freelancer ส่วนใหญ่จัดอยู่ในประเภทเงินได้พึงประเมินมาตรา 40(2) (ค่าจ้างจากหน้าที่หรือตำแหน่งงาน) หรือมาตรา 40(8) (เงินได้อื่นๆ) ขึ้นอยู่กับลักษณะงาน ซึ่งการแบ่งประเภทนี้มีความสำคัญมากเพราะส่งผลต่ออัตราการหักค่าใช้จ่าย สำหรับมาตรา 40(2): หักค่าใช้จ่ายได้ 50% แต่ไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับมาตรา 40(8): หักค่าใช้จ่ายได้ตามจริงหรือแบบเหมา ขึ้นอยู่กับประเภทงาน

Freelancer ต้องถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายหรือไม่?

เมื่อ Freelancer รับงานจากนิติบุคคล (บริษัทหรือห้างหุ้นส่วน) ผู้ว่าจ้างมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายจากค่าจ้างที่จ่ายให้ โดยทั่วไปอัตราที่ใช้คือ 3% และต้องออกหนังสือรับรองการหักภาษี (50 ทวิ) ให้ด้วย Freelancer ควรรวบรวมเอกสาร 50 ทวิ เหล่านี้ไว้ให้ครบ เพราะจะใช้ในการยื่นภาษีประจำปีเพื่อนำภาษีที่ถูกหักออกไปแล้วมาหักออกจากภาษีที่ต้องชำระ

ค่าใช้จ่ายที่ Freelancer สามารถหักได้

Freelancer มีสิทธิหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพได้ ซึ่งอาจรวมถึง - ค่าอุปกรณ์และซอฟต์แวร์ที่ใช้ในงาน - ค่าเช่าพื้นที่ทำงาน (Home Office Deduction) - ค่าอินเทอร์เน็ตและโทรศัพท์ส่วนที่ใช้ในงาน - ค่าเดินทางเพื่อพบลูกค้าหรือดำเนินงาน - ค่าพัฒนาทักษะและการศึกษา ทั้งนี้ จะต้องมีเอกสารหลักฐานการจ่ายที่ชัดเจนทุกกรณี

ควรจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลหรือยื่นในนามบุคคลธรรมดา?

เมื่อรายได้จาก Freelance ถึงระดับหนึ่ง การจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลอาจมีข้อได้เปรียบทางภาษี เนื่องจากอัตราภาษีนิติบุคคลสำหรับ SME ที่กำไรไม่เกิน 3 ล้านบาทอยู่ที่ 15% ซึ่งอาจต่ำกว่าอัตราภาษีบุคคลธรรมดาที่สูงสุดถึง 35% อย่างไรก็ตาม การเป็นนิติบุคคลมีต้นทุนและภาระในการจัดทำบัญชีและยื่นแบบที่มากกว่า ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ

แนะนำสำหรับ Freelancer มือใหม่

1. เก็บรวบรวมเอกสารหลักฐานการรับเงินและค่าใช้จ่ายทุกรายการตั้งแต่ต้น 2. แยกบัญชีธนาคารสำหรับรายได้จาก Freelance ออกจากบัญชีส่วนตัว 3. ตั้งสำรองเงินสำหรับการชำระภาษีไว้ตลอดทั้งปี (แนะนำ 20-25% ของรายได้) 4. ยื่นแบบภาษีครึ่งปี (ภ.ง.ด.94) ภายในเดือนกันยายน เพื่อกระจายภาระภาษี 5. ปรึกษา TaxFixThai เพื่อวางแผนภาษีให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของคุณ