ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) กับธุรกิจที่ควรรู้
ภาษีสรรพสามิต (Excise Tax) เป็นภาษีทางอ้อมอีกประเภทหนึ่งที่จัดเก็บจากสินค้าและบริการที่รัฐบาลต้องการควบคุมการบริโภค หรือต้องการเก็บภาษีจากผู้ที่ได้รับประโยชน์พิเศษจากสินค้าหรือบริการนั้นๆ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการผลิต นำเข้า หรือจัดจำหน่ายสินค้าสรรพสามิตจำเป็นต้องทำความเข้าใจภาษีประเภทนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วน
สินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต
พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 กำหนดสินค้าและบริการที่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต ได้แก่ - สุราและเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ - ยาสูบ บุหรี่ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ - ไพ่ - น้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน - รถยนต์ - เรือยอร์ช - เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ (บางประเภท) - น้ำหอม - สนามกอล์ฟ - ไนต์คลับ บาร์ ดิสโก้เธค
วิธีคำนวณภาษีสรรพสามิต
ภาษีสรรพสามิตสามารถคำนวณได้ 3 วิธีและเลือกใช้อัตราที่สูงกว่า ได้แก่ 1. ตามราคา (Ad Valorem) คิดอัตราร้อยละจากราคาขายหน้าโรงงานหรือราคานำเข้า 2. ตามปริมาณ (Specific Rate) คิดตามจำนวนหน่วย เช่น ต่อลิตร ต่อซิกาเร็ต ต่อกิโลกรัม 3. ตามมูลค่า (Value-Based) คิดตามราคาขายปลีกแนะนำ
หน้าที่ของผู้ผลิตและผู้นำเข้า
ผู้ผลิตสินค้าสรรพสามิตต้องจดทะเบียนกับกรมสรรพสามิตก่อนเริ่มผลิต และต้องชำระภาษีก่อนนำสินค้าออกจากโรงงาน ผู้นำเข้าต้องชำระภาษีสรรพสามิต ณ ด่านศุลกากรพร้อมกับอากรขาเข้า ทั้งสองกรณีต้องยื่นแบบและชำระภาษีทุกเดือนภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป
ผลกระทบต่อราคาสินค้า
ภาษีสรรพสามิตมักถูกส่งผ่านไปยังผู้บริโภคในรูปของราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทำให้ราคาสินค้ากลุ่มนี้สูงกว่าสินค้าทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด เช่น บุหรี่ สุรา น้ำมันเชื้อเพลิง และรถยนต์หรูหรา ผู้ประกอบการในธุรกิจเหล่านี้ต้องคำนวณต้นทุนภาษีสรรพสามิตให้ถูกต้องในการกำหนดราคาขาย
การตรวจสอบและบทลงโทษ
กรมสรรพสามิตมีอำนาจในการตรวจสอบโรงงาน สถานประกอบการ และสถานที่เก็บสินค้า รวมถึงตรวจสอบบัญชีและเอกสารต่างๆ ผู้ที่หลีกเลี่ยงภาษีสรรพสามิตมีโทษปรับและจำคุก และอาจถูกริบสินค้าได้ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องจึงควรปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด